Press 220369

 

 

กรมสุขภาพจิตแสดงความห่วงใยประชาชน แนะดูแลสุขภาพจิตท่ามกลางวิกฤติพลังงาน พร้อมส่งเสริมการใช้วัคซีนใจ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ

        วันนี้ (22 มีนาคม 2569) กรมสุขภาพจิต มีความห่วงใยประชาชนที่เริ่มจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อค่าครองชีพและการใช้ชีวิตประจำวัน แนะตั้งสติรับมือความเครียด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือรูปแบบการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมชูแนวคิดวัคซีนใจ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ และสนับสนุนให้ประชาชนก้าวผ่านสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

       นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตมีความห่วงใยประชาชนที่อาจเผชิญความวิตกกังวล และความเครียดจากวิกฤติด้านพลังงานและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ส่งผลต่อค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และการใช้ชีวิตประจำวันในภาพรวม โดยจากการติดตามสถานการณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ พบแนวโน้มพฤติกรรมการซื้อหรือกักตุนสินค้า (panic buying) จากความกังวลดังกล่าว ทั้งนี้ ในภาวะวิกฤติพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ประชาชนจำเป็นต้องดูแลทั้งด้านค่าใช้จ่ายและความมั่นคงทางจิตใจควบคู่กัน โดยควรบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม อาทิ ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26–27 องศาเซลเซียส ใช้พัดลมร่วมด้วย ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น เลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้น้ำมัน ตลอดจนวางแผนค่าใช้จ่ายโดยมุ่งเน้นสิ่งจำเป็น จัดทำบัญชีรายรับ–รายจ่าย และสำรองเงินฉุกเฉินตามความเหมาะสม ควบคู่กับการรับข่าวสารอย่างพอดีจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ไม่เสพข่าวซ้ำ ๆ และแยกแยะสิ่งที่สามารถควบคุมได้ เช่น การใช้พลังงานและการวางแผนการเงิน ออกจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ราคาพลังงานโลก เพื่อลดความเครียดสะสม พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความเครียดสะสม ซึ่งอาจได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น

          นายแพทย์จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า การเสริมสร้าง “พลังใจ” เพื่อรับมือสถานการณ์ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น สามารถทำได้ผ่านแนวคิด “วัคซีนใจ” ซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เข้มแข็งใน 4 ด้าน ได้แก่ 1. SAFE
การสร้างความมั่นคงและความอุ่นใจในชีวิต เช่น การทำบัญชีรายรับ–รายจ่าย วางแผนลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และแบ่งปันทรัพยากรร่วมกันในครอบครัวหรือชุมชน 2. CALM การดูแลจิตใจให้สงบ โดยคัดกรองการรับข่าวสาร จำกัดเวลาเสพข่าว หยุดพักและตั้งสติก่อนตอบสนองต่อสถานการณ์ รวมถึงสร้างพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนในชุมชน 3. HOPE การปรับมุมมองและเติมความหวัง ด้วยการมุ่งเน้นสิ่งที่สามารถควบคุมได้ มองหาโอกาสในสถานการณ์ และระลึกถึงประสบการณ์ที่เคยผ่านพ้นวิกฤติในอดีต เพื่อเสริมความเชื่อมั่น และ 4. CARE การส่งต่อความห่วงใยในสังคม ผ่านการดูแลคนรอบข้าง แบ่งปันทรัพยากร และไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง ควบคู่กับการใช้ศักยภาพของตนเองและเครือข่ายชุมชนในการสื่อสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์และส่งต่อกำลังใจ ทั้งนี้ หากพบสัญญาณเตือน เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวลต่อเนื่อง หรือมีความเครียดสะสม ควรหยุดพักและขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ โดยประชาชนสามารถติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือผ่าน LINE 1323 โดยเพิ่มเพื่อนได้ที่ @1323middle.east รวมถึงสามารถศึกษาความรู้และข้อมูลด้านสุขภาพจิตเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.สุขภาพจิต.com เพื่อเข้าถึงบริการได้อย่างเหมาะสม

       ทั้งนี้ กรมสุขภาพจิตเน้นย้ำให้ประชาชนตั้งสติ วางแผนใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ไม่ซื้อเกินความจำเป็น และตรวจสอบข้อมูลก่อนส่งต่อ เพื่อร่วมกันลดความตื่นตระหนก เสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจ และก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

********************

22 มีนาคม 2569

Ribbon